เทคนิคการคิดเพื่อพิชิตความท้าทาย

 

 เทคนิคการคิดเพื่อพิชิตความท้าทาย

 

 

       ผมเชื่อว่าคนเรามีศักยภาพในตัวเองสูงกว่าที่เป็นอยู่ แต่ปัญหาสำคัญคือเราไม่สามารถดึงเอาศักยภาพที่มีอยู่ทั้งหมดออกมาใช้งานได้ เหตุผลหลักผมคิดว่าน่าจะมาจากระดับของ "กรอบความคิด" ที่เป็นทำบนกั้นกระแสน้ำแห่งความคิดของเราไม่ให้มันไหลออกมาข้างนอก เราต้องยอมรับว่า "พฤติกรรมเกิดจากความรู้สึก ความรู้สึกเกิดจากความคิดที่อยู่บนพื้นฐานของความเชื่อ ทัศนคติและประสบการณ์เบื้องหลังของชีวิต"

 

       คนหลายคนจบชีวิตความก้าวหน้าของตัวเองตั้งแต่ยังไม่ทันได้ทำอะไร พอเริ่มคิดที่จะทำอะไร ความคิดที่เป็นลบก็พิพากษาประหารชีวิตอนาคตเรียบร้อยแล้ว เช่น ทำไม่ได้หรอกมันยาก ทำไม่ดีหรอกฝีมือไม่ถึง ทำไปก็เสียเวลาเปล่าเราไม่มีเงินทุนพอ เป็นไปไม่ได้หรอกเราไม่เคยรู้เรื่องนี้มาก่อน ฯลฯ

 

       เราลองทบทวนดูให้ดีนะครับว่า เมื่อไหร่ก็ตามที่เราคิดว่ามันเป็นไปไม่ได้ ประตูแห่งความคิดของเราจะปิดลงทันที เราจะไม่คิดอะไรต่อ เช่น ถ้าเราอยากจะเป็นผู้บริหารระดับสูงขององค์กร แต่เรามักคิดว่าคงจะยากเพราะหัวหน้าของเราคงจะอยู่อีกนาน ธุรกิจครอบครัวแบบนี้คงจะไปได้ดีที่สุดคงไม่เกินผู้จัดการแผนก เพราะถ้าสูงกว่านั้นต้องเป็นญาติของเจ้าของเท่านั้น เป็นไปไม่ได้เลยเราอายุยังน้อยมาก เพิ่งเข้ามาทำงานไม่กี่ปี

 

       คนที่เป็นมนุษย์เงินเดือนเกือบทุกคนอย่างเป็นมีธุรกิจส่วนตัว แต่หลายคนจบชีวิตของการเป็นเถ้าแก่ตั้งแต่อยู่ในหัวแล้ว ผมอยากจะเรียกว่าความคิดแบบนี้ว่าเป็นความคิดที่ "ตายทั้งกลม" หมายความว่าความคิดที่ดีๆ ของเราที่กำลังเติบโตขึ้นมานั้น ไม่มีโอกาสได้ออกมาสู่โลกภายนอกที่เป็นกระดาษ หรือนำไปทดลองทำดูก่อน ตัวเราได้ฆ่าตัวเอง (ทางความคิด) ไปก่อนแล้ว ทำให้ความคิดที่อยู่ภายในหัวของเราตายตามไปด้วย

 

       ดังนั้น เพื่อป้องกันไม่ให้ความคิดของเรา "ตายทั้งกลม" และคลอดออกมาเป็นความคิดที่มีคุณค่า ผมจึงขอแนะนำเทคนิคเล็กๆ น้อยๆ เกี่ยวกับเทคนิคการคิดเพื่อพิชิตความท้าทาย ซึ่งสามารถนำไปใช้ได้ทั้งในเรื่องการทำงานและเรื่องชีวิตส่วนตัวดังนี้ครับ

 

ปล่อยความคิดให้เป็นอิสระสู่โลกภายนอก (Freedom to think)

 

       เมื่อเราคิดจะทำอะไร คิดจะเป็นอะไร คิดอยากได้อะไร ขอให้เชื่อว่า "ต้องทำได้" "ต้องเป็นไปได้" ก่อน แล้ววิธีการหรือหนทางที่จะนำเราไปสู่สิ่งที่ต้องการนั้น จะติดตามมาเอง เช่น ถ้าเราอยากมีกิจการเป็นของตัวเอง ถ้าเราเชื่อว่าเราทำได้แล้ว ความคิดของเราก็จะเริ่มทำงานต่อว่าทำอย่างไรจึงจะมีกิจการเป็นของตัวเองได้ คำตอบจากความคิดก็จะเริ่มวิ่งเข้ามา อาจจะมีตั้งแต่ลงทุนเอง ร่วมทุนกับคนอื่นก่อน ลงทุนในกิจการเล็กๆ ก่อน ทำกิจการที่สามารถทำคู่กับงานประจำไปก่อน กู้เงินจากธนาคาร ยืมเงินพ่อแม่ก่อน ฯลฯ เมื่อเราปลดปล่อยอิสระให้กับความคิดของเราแล้ว เชื่อหรือไม่ว่าเราสามารถคิดสิ่งต่างๆ ได้มากมายเกินกว่าที่คิดนะครับ เมื่อปล่อยให้ความคิดเป็นอิสระแล้ว ค่อยนำเอาหลักเหตุผล ข้อมูลข้อเท็จจริงมาวิเคราะห์ความคิดนั้นอีกครั้ง หนึ่ง ผมอยากจะแนะนำว่าเราควรจดบันทึกความคิดที่ออกมาลงในกระดาษก่อน เพราะมิฉะนั้น ความคิดดีๆ มันไม่ค่อยชอบอยู่ในความจำของเรานานเท่าไหร่

 

คิดสูงกว่าสิ่งที่จะทำอย่างน้อยหนึ่งชั้น (Think higher than our status)

 

       ลองย้อนกลับไปถึงอดีตที่เราเรียนหนังสือดูซิครับว่า คณิตศาสตร์ของนักเรียน ชั้นประถมปีที่สามยากหรือไม่ ถ้าถามตอนนี้ แน่นอน

หมูมาก แต่ถ้าถามตอนที่เรากำลังเรียนอยู่ ป.3 ตอนนั้น ยากมาก ตอนที่เราเข้ามาทำงานใหม่ๆ เราคิดว่างานที่ทำตอนนั้นยากมาก แต่ถ้าคิดตอนที่เราเป็นผู้จัดการแล้ว งานที่เราทำตอนนั้น..เด็กๆ ที่ผมยกตัวอย่างมาตรงนี้ก็เพื่อให้เห็นว่าอะไรก็ตามที่เราเคยมีประสบการณ์สูงกว่าสิ่งนั้นมาก่อนแล้ว เรื่องนั้นเป็นเรื่องเล็ก ไม่ใช่เรื่องยาก เช่น เราเคยทำงานกับหัวหน้าที่จุกจิกจู้จี้ขี้บ่น(มากถึงมากที่สุด)มาก่อน เวลาเราเจอหัวหน้าขี้บ่นมากสำหรับคนอื่นๆ อาจจะไม่ใช่ปัญหาสำหรับเราเพราะเราเคยเจอมามากกว่านั้น

 

       ผมอยากจะสรุปตรงนี้ว่า การคิดสูงกว่าสิ่งที่เราเป็นอยู่คือ ถ้าเราเป็นพนักงานให้เราลองคิดว่าเรากำลังเป็นผู้จัดการ ถ้าเราเป็นผู้จัดการให้เราลองคิดว่าเราเป็นเจ้าของบริษัทฯ ถ้าเราเป็นลูกขอให้เราลองคิดแบบพ่อหรือแม่ การคิดแบบนี้จะช่วยให้เราหันกลับมามองสถานะที่เรากำลังเป็นอยู่เป็นเรื่องเล็ก เพราะสมองเรามีประสบการณ์ทางความคิดในเรื่องที่ยากกว่านี้มาก่อนแล้ว

 

คิดเหมือนฝั่งตรงกันข้าม (Think as another side)

 

       ถ้าเรากำลังจะเตรียมตัวไปสัมภาษณ์งาน ขอให้อ่านหนังสือ "คู่มือสำหรับผู้สัมภาษณ์" ถ้าเราจะไปเจรจาต่อรองกับคู่ค้า ต้องพยายามคิดให้เหมือนกับคู่ค้า ถ้าเราตกงานให้เราคิดเหมือนคนมีงานทำ ถ้าเราไม่ก้าวหน้าให้เราคิดเหมือนคนที่เขาก้าวหน้าและประสบความสำเร็จในอาชีพ

การงาน การคิดแบบนี้จะช่วยให้เรา "รู้เขา รู้เรา" แต่ไม่ต้องไปรบกับใครหรอก การคิดแบบนี้จะช่วยให้เรายกฐานะทางความคิดของเราขึ้นมา

อีกระดับหนึ่ง เพราะถ้าเรารู้ด้านของเราเพียงด้านเดียว แน่นอนว่าย่อมเสียเปรียบกว่าการที่เรารู้ทั้งตัวเราเองและรู้ฝ่ายหรือสิ่งตรงกันข้ามกับเราด้วย

 

สรุป 

 

       ศักยภาพการคิดของเราจะก้าวหน้าหรือถอยหลังขึ้นอยู่กับ "ใจ" ของเราเอง ถ้าเราคิดบวก คิดสู้ คิดว่าได้ ไม่ลดละที่จะคิด ความคิดจะพรั่งพรูออกมา แต่ถ้าเราคิดว่าไม่ได้ ยาก ไม่น่าเป็นไปได้ ประตูความคิดจะปิดอย่างสนิท ผมคิดว่าปัจจัยความสำเร็จของคนเราไม่น้อยกว่าครึ่งหนึ่งมาจาก "การคิด" ถ้าคิดดี คิดถูก คิดทัน คิดเป็น คิดครบถ้วน การปฏิบัติไม่น่าจะเป็นเรื่องยากอีกต่อไป

 

 

 

 

Credit : jobbkk

Post By : www.Lionjob.com

 273
ผู้เข้าชม

โปรโมชั่น

ลูกค้า สมัครสมาชิกวันนี้ ได้สิทธิ์ลงประกาศตำแหน่งงาน ฟรี 1 เดือน
1427 ผู้เข้าชม
ผู้ประกอบการที่ประกาศรับสมัครงานผ่าน Lionjob.com จะได้รับสิทธิพิเศษห้องพักวิมานน้ำ รีสอร์ทตาม Package ที่เลือก
1205 ผู้เข้าชม
สร้างเว็บไซต์สำเร็จรูปฟรี ร้านค้าออนไลน์